ข่าวและประกาศ



กระเจี๊ยบเขียว เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนระบายน้ำดี แต่ไม่ชอบความชื้นมากเกินไป ในกรณีที่ระดับน้ำใต้ดินสูงหรือปลูกในฤดูฝนต้องยกร่องสูง การ  เตรียมดินจึงมีความสำคัญ เนื่องจากระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตนานถึง 6 เดือน

ดินปลูกที่เหมาะสมต้องร่วนซุยไม่แน่น การพรวนดินต้องลึก ใส่อินทรียวัตถุในดินมากพอควร เช่น ปุ๋ยคอก มูลเป็ด มูลไก่ และใส่ปูนขาวผสมลงไปด้วย เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดด่างของดินให้เหมาะสม

หากปลูกแบบไร่ เช่นในพื้นที่ซึ่งเคยปลูกอ้อยหรือปลูกข้าวโพดอ่อนมาก่อนซึ่งไม่มีร่องน้ำ และดินเป็นดินร่วนปนทรายมีการระบายน้ำดี การเตรียมแปลงพื้นที่แบบนี้ควรใช้แทรกเตอร์ขนาดใหญ่ไถ 1-2 ครั้ง แล้วยกร่องขึ้นมา ตากดินประมาณ 3-5 วัน แล้วไถครั้งที่ 2 แบบพรวนดิน จากนั้นยกร่องด้วยแทรกเตอร์กว้างประมาณ 75 เซนติเมตร แบบให้น้ำตามร่องที่ปลูก

ใช้จอบปรับร่องให้เสมอกันเพื่อน้ำจะได้เข้าแปลงปลูกได้ดีและทั่วถึง ใช้จอบตีหลุมซึ่งหลุมปลูกจะอยู่ต่ำกว่าขอบแปลงที่ประมาณ 1 คืบ ปลูกเป็นแถวคู่ ระยะระหว่างต้นประมาณ 50 เซนติเมตร พื้นที่ 1 ไร่ ควรทำหลุมปลูกไม่น้อยกว่า 8,480 หลุม

ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ด เพื่อป้องกันโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ เช่น โรคฝักจุดหรือฝักลายโดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยการเอาเมล็ดพันธุ์มาผึ่งให้แห้งพอหมาด ๆ แล้วคลุกด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดโรคในกลุ่มของเบนโนมิลและไทแรม ในอัตรา 10 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม หรือสารในกลุ่มไทอะเบนดาโซน ในอัตรา 120 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม จากนั้นนำมาหยอดลงหลุมปลูกที่เตรียมไว้ รดน้ำ จากนั้นปล่อยน้ำไหลตามร่องวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น

กระเจี๊ยบเขียวปัจจุบันเป็นผักส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งต่างประเทศนิยมบริโภคแพร่หลาย ตลาดสำคัญคือ ประเทศญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นนิยมบริโภค กระเจี๊ยบเขียวมาก เนื่อง จากมีคุณค่าทางอาหารและมีคุณค่าทางสมุน ไพร รักษาโรค

สำหรับคนไทยมีการบริโภคกระเจี๊ยบเขียวมานานแล้ว เพราะเป็นผักพื้นบ้านที่ปลูกง่าย และปลูกได้ตลอดทั้งปีและมีราคาไม่สูง ผู้บริโภคนิยมใช้ฝักอ่อนเป็นอาหาร คือขนาดฝักยาว 4-9 เซนติเมตร ซึ่งมีคุณภาพดี อ่อน ไม่มีเส้นใย

นับเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหาร โดยเฉพาะวิตามินซี และแคลเซียมสูง เมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารจำพวกกัม และเพคติน ในปริมาณสูงทำให้อาหารที่ประกอบจากฝักกระเจี๊ยบจะมีลักษณะเป็นเมือก ซึ่งช่วยป้องกันอาการหลอดเลือดตีบตัน สามารถรักษาโรคความดันโลหิต บำรุงสมอง ลดอาการโรคกระเพาะอาหารและยังมีสารขับพยาธิตัวจี๊ดได้อีกด้วย

ในตำราแพทย์แผนโบราณของไทย เมล็ดกระเจี๊ยบเขียวจัดเป็นแหล่งที่ให้น้ำมันไม่น้อยกว่า 14 เปอร์เซ็นต์ และยังมีศักยภาพที่จะนำมาใช้เป็นแหล่งให้โปรตีนโดยมีปริมาณโปรตีนไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

การปลูกในประเทศไทยเพื่อการส่งออกฝักสดร้อยละ 95 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดส่งไปประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการส่งออกในรูปแบบแช่แข็งและบรรจุกระป๋องในน้ำเกลือ โดยตลาดอยู่ที่ประเทศในแถบยุโรป เช่น เยอรมนีตะวันตก อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ส่วนตลาดบรรจุกระป๋องแช่ในน้ำเกลือ จะอยู่ที่กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง.

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/agriculture/610543

 

เผยแพร่ : 26-11-2560 22:20:45

Copyright (c) 2016 องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร All Rights Reserved

101 ถนนกำแพงเพชร แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900